วิวัฒนาการทางการปกครองของโลก

วิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองของโลก

                วิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองของมนุษย์ในอดีตที่ผ่านมาได้มีการจัดรูปแบบการปกครองที่อาจจะจำแนกได้ดังนี้

1.  การเมืองการปกครองยุคก่อนรัฐชาติ  รูปแบบการปกครองในยุคก่อนการเกิดรัฐชาติแบ่งออกได้ดังนี้

                1.1  การปกครองแบบเผ่าชนหรือกลุ่มชน  เป็นการรวมตัวกันของสังคมขนาดย่อมมีรากฐานมาจากหน่วยของสังคมที่เล็กที่สุดคือ  ครอบครัวหลาย ๆ  ครอบครัวรวมกันในระบบเครือญาติเป็นเผ่าชนมีขนบธรรมเนียมประเพณีประจำเผ่า  ซึ่งได้กลายเป็นรูปแบบการปกครองในที่สุด

                1.2  การปกครองแบบนครรัฐหรือแว่นแคว้น  หลังจากที่มนุษย์เริ่มมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอนมีการรวมตัวเป็นกลุ่มเผ่าชนในยุคหินใหม่  ก็มีการติดต่อกันระหว่างเผ่า พัฒนามาเป็นนครรัฐ  เป็นแคว้นเป็นอาณาจักร  มีพระมหากษัตริย์ปกครองราชวงศ์ต่าง ๆ  เช่นนครรัฐของกรีก  และอาณาจักรโรมัน เป็นต้น 

                สังคมกรีกโบราณเป็นตัวอย่างของรูปแบบการปกครองที่สำคัญของโลก  กรีกประกอบด้วยนครรัฐมากมายแต่ที่สำคัญ ๆ  ได้แก่  นครรัฐเอเธนส์และนครรัฐสปาร์ตา  นครรัฐเอเธนส์มีรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยทางตรง  ซึ่งถือว่าเป็นแบบฉบับหรือต้นกำเนิดของรูปแบบการปกครองที่เจริญที่สุดในสมัยนั้น  ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในขอบเขตที่กว้างขวางจนกลายเป็นพื้นฐานการปกครองระบบประชาธิปไตยในปัจจุบัน  ส่วนนครรัฐสปาร์ตาเป็นตัวอย่างทางรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการตามแบบทหาร  ในช่วงระยะเวลาที่นครรัฐของกรีกกำลังพัฒนาเจริญรุ่งเรือง  อาณาจักรโรมันก็ก่อตัวขึ้นและมีรูปแบบการปกครองในช่วงแรกเป็นแบบนครรัฐเช่นเดียวกับกรีก  ต่อมาได้พัฒนามาเป็นแบบสาธารณรัฐ (Republic)  มุ่งให้คนส่วนใหญ่ได้มีส่วนร่วมในการเมืองการปกครอง  แต่ปรากฏว่าอำนาจส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มคนร่ำรวย  และมีฐานะทางสังคมสูง  รูปแบบการปกครองพัฒนามาเป็นจักรวรรดิ

               1.3  การปกครองแบบจักรวรรดิ  เป็นรูปแบบการปกครองที่รวมเอานครรัฐหรือแคว้นต่าง ๆ  เข้าด้วยกัน  เป็นกลุ่มสังคมขนาดใหญ่  เช่น  จักรวรรดิโรมัน

800px-alexander-empire-323bc((แผนที่แสดงอาณาจักรโรมัน))

 จักรวรรดิจีน350px-800px-mongol-empireaccuratefinal ((แผนที่แสดงอาณาเขตจักรวรรดิจีนสมัยมองโกล))

 จักรวรรดิอินเดียินเดียในสมัยพระเจ้าโศกมหาราช  ((การแผ่อารยธรรมของจักรวรรดิอินเดีย))

เป็นต้น  การปกครองในรูปแบบจักรวรรดินั้นเป็นการปกครองดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาล มีชาวต่างชาติหลายเผ่าพันธุ์ แต่อำนาจปกครองถูกรวมอยู่ที่จักรพรรดิเพียงผู้เดียวนั้น  ต่อมาจักรวรรดิก็เริ่มอ่อนแอ  พวกอนารยเข้ารุกรานจักรวรรดิโรมัน  จักรวรรดิจีน  การปกครองในรูปแบบใหม่คือ  ระบบศักดินาสวามิภักดิ์ (Feudalism) จึงเกิดขึ้น

               1.4       การปกครองในระบอบศักดินาสวามิภักดิ์  การปกครองในระบบศักดินาสวามิภักดิ์กำเนิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่  9  ดังได้กล่าวมาแล้วนั้นเป็นระบอบการปกครองที่เน้นเรื่องที่ดินและกรรมสิทธิ์ในที่ดิน  ความผูกพันระหว่างเจ้าของที่ดินและผู้ทำกินในที่ดิน การปกครองระบบศักดินาพัฒนามาจนถึงกลางศตวรรษที่  15  หลังการสิ้นสุดสงครามครูเสด

firstcrusademap

โลกาภิวัตน์กับการล่าอาณานิคม

ประเทศกำลังพัฒนาจึงกลายเป็นเป้าหมายของการล่าอาณานิคมแบบใหม่ของประเทศพัฒนาแล้ว 

       ช่วงปลายศตวรรษที่ 16  เป็นยุคลัทธิพาณิชย์นิยม   ซึ่งมีความเชื่อที่ว่าประเทศใดยิ่งมีแร่เงินและทองมากเพียงใดก็ยิ่งมีความร่ำรายและอำนาจมากขึ้นเท่านั้น    แนวคิดนี้นำไปสู่การแสวงหาอาณานิคม      บรรดาประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้น  ได้แก่  อังกฤษ  ฝรั่งเศส  สเปน  โปรตุเกส  และเนอร์เธอร์แลนด์    ต่างพากันล่าเมืองขึ้น  เพื่อเป็นแหล่งทรัพยากรการผลิตของตน

          นั่นเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต  ต้องใช้กองทัพ  ทหาร  ปืนใหญ่   เรือรบมาปิดปากอ่าว  ยึดครองแต่ละประเทศ   ซึ่งประเทศไทยก็เคยโดนแต่สามารถรอดปลอดภัยเป็นเอกราชมาได้ถึงทุกวันนี้

          แต่ในปัจจุบันกลับต่างกัน  หากประเทศใดต้องการล่าอาณานิคมด้วยการกระทำดังกล่าวถือว่าป่าเถื่อน (ถึงแม้สหรัฐฯจะใช้วิธีหาเรื่องอิรักแล้วยกทัพเข้าไปลุยก็ตาม)   ถ้าอยากล่าอาณานิคมต้องเปลี่ยนมาคุกคามทางเศรษฐกิจแทน

       จุดประสงค์ในการล่าอาณานิคมไม่ได้เปลี่ยนไปจากอดีตสักเท่าไร คืออยากเข้าไปครอบครองทรัพยากรในแต่ละประเทศเพื่อเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนสูงสุด       ส่วนเครื่องมือในการล่าอาณานิคมของปัจจุบัน คือ เงิน    และจะเข้ามาในรูปของบรรษัทข้ามชาติเป็นส่วนใหญ่

          ในโลกยุคโลกาภิวัตน์   มีเทคโนโลยีก้าวหน้าสามารถเคลื่อนย้ายเงินทุน  สินค้า หรือจะย้ายฐานการผลิตทำได้อย่างง่ายดาย    ประกอบกับช่วงทศวรรษ 1980 พวกประเทศกำลังพัฒนาต่างเปิดเสรีทางการเงิน   พยามยามออกนโยบายเพื่ออำนวยความสะดวกให้ต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศ       ประเทศกำลังพัฒนาจึงกลายเป็นเป้าหมายของการล่าอาณานิคมแบบใหม่ของประเทศพัฒนาแล้ว

          อีกปัจจัยหนึ่งซึ่งช่วยให้นักลงทุนจากประเทศพัฒนาแล้วเข้าไปหาผลประโยชน์จากประเทศกำลังพัฒนาได้ง่ายขึ้น  คือ พวกองค์กรระหว่างประเทศ  เช่น WTO หรือ IMF เป็นต้น  ที่ชอบสนับสนุนนโยบายการเปิดเสรี   ประเทศกำลังพัฒนาควรเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนได้ง่าย  การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ  และอื่นๆอีกมากมาย

       โดยบรรดาบรรษัทข้ามชาติใช้หลายช่องทางในการเข้ามายึดครอง ทั้งทางการลงทุนโดยตรงหรือการลงทุนทางอ้อม   ที่อาศัยช่องว่างของกฎหมาย

        การลงทุนโดยตรง คือการที่บรรษัทข้ามชาติเข้ามาตั้งกิจการประกอบธุรกิจภายในประเทศผู้รับทุน  บรรษัทเหล่านี้จะเข้ามาใช้ทรัพยากรของประเทศรับทุน  ที่เห็นกันชัดๆคือ แรงงาน   เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วมีค่าแรงสูง    จึงย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศกำลังพัฒนาที่มีค่าแรงต่ำกว่ามาก   ประเทศกำลังพัฒนาก็ดีใจที่แรงงานมีงานทำโดยไม่ได้คำนึงถึงผลเสียต่างๆตามมา  ไม่ว่าจะเป็นปัญหามลพิษ  สิ่งแวดล้อม    หรือบางบริษัทเข้ามาสัปทานทรัพยากรธรรมชาติ  เช่นพวกแร่  ป่าไม้  ไปใช้ประกอบธุรกิจของเขา   ดังนั้นประเทศไหนที่มีทรัพยากรธรรมชาติอยู่มากจะเป็นตกเป้าหมายของพวกบรรษัทข้ามชาติ  โดยจะพยายามเข้าไปหาลู่ทางการทำธุรกิจ   ขอทำสัปทาน   เพื่อธุรกิจของตนได้กำไรสูงสุด   แต่ประเทศเจ้าของทรัพยากรกลับได้เพียงค่าแรงเท่านั้น  อีกทั้งยังต้องสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่าไป

         การลงทุนทางอ้อม ผ่านการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เช่น กรณีกองทุนเทมาเสก ของประเทศสิงคโปร์เข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทชิน คอร์ป     ทำให้ดาวเทียมไทยคมของไทยตกอยู่ในความครอบครองของสิงคโปร์    สิงคโปร์สามารถล่วงรู้ข้อมูลต่างๆของไทยที่ส่งผ่านดาวเทียมนี้ได้   หรือกรณีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ  เมื่อเข้าตลาดหุ้นแล้ว ใครก็ได้ที่มีเงินสามารถเข้ามาซื้อได้หมด  ถ้าต่างชาติเข้ามาซื้อ ถือครอบครองหุ้นมากๆ  เขาจะมีสิทธิความเป็นเจ้าของสามารถเข้าควบคุมบริหารกิจการรัฐวิสาหกิจได้  ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อคนในชาติ   เป็นต้น

         นอกจากนี้บรรษัทข้ามชาติหากมีขนาดใหญ่   หรือมีอำนาจการต่อรองสูง   รัฐบาลของประเทศผู้รับทุนจะเสียเปรียบ  รัฐบาลจะขาดอธิปไตยในการดำเนินนโยบายได้อย่างเสรี  การออกนโยบายต้องเกรงใจ  หรือเชื่อฟังคำสั่งของบรรษัทข้ามชาติเหล่านี้   ไม่งั้นเขาขู่ว่าจะถอนทุนคืน  แรงงานในประเทศตกงาน  เกิดเป็นปัญหาเศรษฐกิจอีก

       การเปิดเสรีทางการเงิน  เป็นผลให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศไม่สามารถควบคุมนโยบายการเงินให้เป็นดังตนต้องการได้  คือ ไม่สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้ตามสถานการณ์ภายในประเทศอย่างเดียว  ต้องคำนึงถึงอัตราดอกเบี้ยโลกด้วย  ไม่อย่างนั้นจะทำให้เงินทุนไหลเข้าออก  กระทบอัตราแลกเปลี่ยนและปริมาณเงินในระบบด้วย 

        จะเห็นได้ว่าโลกยิ่งมีความเจริญทางเทคโนโลยี  และยิ่งเปิดเสรีมากเท่าไร   แต่ละประเทศก็ยิ่งสูญเสียอำนาจในการควบคุมภายในประเทศมากขึ้นเท่านั้น    โลกาภิวัตน์จึงกลายเป็นเครื่องมือให้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใช้รุกรานประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 นางสาวชยาภา   วชิรกำธร    4804681205

หมวดหมู่: เรื่องทั่วไป
คำสำคัญ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

http://learners.in.th/blog/justnihao/143500

 

2.  การเมืองการปกครองในยุครัฐชาติ  หมายถึง  รัฐที่มีการปกครองเป็นปึกแผ่นมีอาณาเขตที่แน่นอนประชาชนมีเชื้อชาติ  ภาษา วัฒนธรรม  ขนบธรรมเนียมประเพณีแบบเดียวกัน  ปัจจัยที่สำคัญในการก่อให้เกิดรัฐบาลคือ  ความรู้สึกชาตินิยม  (Nationalism) ทำให้ประชาชนเกิดความภูมิใจ  และมีความจงรักภักดีต่อชาติและพระมหากษัตริย์ของตนเอง

 

                                2.1  ทฤษฎีกำเนิดรัฐ

                                1)  ทฤษฎีเทวสิทธิ์  (Divine Right Theory) ทฤษฎีนี้เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างรัฐ  สร้างมนุษย์อำนาจในการปกครองเป็นของพระเจ้า  กษัตริย์มีพันธะกับพระเจ้าและปกครองรัฐในนามของพระเจ้าการกระทำใด  ๆ ของกษัตริย์จึงไม่ถือเป็นความผิด  เป็นที่มาของหลักการที่ว่ากษัตริย์ทำอะไรไม่ผิด (The king can do no wrong)  นำไปสู่ระบบการปกครองที่เรียกว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy)

                                2)  ทฤษฎีสัญญาประชาคม  (Social Contract) ทฤษฎีนี้เชื่อว่ารัฐเกิดขึ้นโดยมนุษย์เป็นผู้สร้างและเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเพราะมนุษย์มีสิทธิตามธรรมชาติมาตั้งแต่เกิด  คนทุกคนจึงมีสิทธิปกครองตนเอง  แต่เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน  เมื่อเกิดการขัดแย้งกันขึ้น มนุษย์จึงมอบหมายให้บุคคลหรือคณะบุคคลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนตน  ทฤษฎีนี้จึงมีส่วนสนับสนุน  ทั้งรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการสมบูรณาญาสิทธิราชย์และการปกครองระบอบประชาธิปไตย

                                3) ทฤษฏีวิวัฒนาการ (Social Contract)ทฤษฏีนี้ใช้เหตุผลและความจริงที่เชื่อว่ามนุษย์เป็นสัตว์การเมืองและสัตว์สังคม มนุษย์กับการเมืองจึงแยกกันไม่ออก และทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง  มีวิวัฒนาการ  การเมืองก็เช่นเดียวกัน  องค์การทางการเมืองในอดีตมีวิวัฒนาการจากเผ่าชนนครรัฐ  จักรวรรดิ  จนถึงรัฐประชาชาติในปัจจุบัน

                2.2  องค์ประกอบของรัฐ  ประกอบด้วย ประชากร  ดินแดน รัฐบาลและอำนาจอธิปไตยถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปจะทำให้ขาดสภาพของความเป็นรัฐที่สมบูรณ์

                                2.2.1 ประชากร (Population)  หมายถึง  พลเมืองของรัฐ  ทุกรัฐจะต้องมีประชากรอาศัยอยู่ แต่ไม่มีข้อกำหนดแน่นอนว่ารัฐจะต้องมีประชากรจำนวนเท่าใด  อริสโตเติลได้ให้ความเห็นว่ารัฐที่ดีควรมีประชากรประมาณ  5,040 คน อีกหลายศตวรรษต่อมารุสโซมีความเห็นว่ารัฐที่ดีควรมีพลเมืองหนึ่งแสนคน  ปัจจุบันถือกันว่ารัฐควรมีประชากรจำนวนมากพอสมควรที่จะทำให้รัฐดำรงอยู่ได้ด้วยการพึ่งตนเอง ดังนั้นแต่ละรัฐจึงมีประชากรมากหรือน้อยแตกต่างกันไปตามลักษณะการตั้งถิ่นฐาน  ภูมิอากาศและเผ่าพันธุ์  เช่น  รัฐวาติกันมีประชากรประมาณ  1,000 คน  สาธารณรัฐประชาชนจีนมีประชากรประมาณ  1,200 ล้านคน (นงเยาว์  พีระตานนท์  2541 : 11 )

                                2.2.2 ดินแดน (Territory) หมายถึง  อาณาเขตของรัฐที่ประกอบด้วยพื้นดิน  พื้นน้ำและท้องฟ้าที่อยู่เหนือเขตพื้นดินและพื้นน้ำ (ทะเลหรือมหาสมุทร) รวมทั้งทะเลอันเป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (The Exclusive Economic Zone) ด้วยรัฐทุกรัฐจะต้องมีดินแดนเป็นของตนเอง  แต่ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีดินแดนเท่าใด อันจะเห็นได้ว่าบางรัฐที่ดินแดนน้อยมากเช่นโมนาโก  มีดินแดนเพียง 8 ตารางไมล์ในขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนมีดินแดนกว้างใหญ่ถึง  9,596,961 ตารางกิโลเมตร  ความกว้างใหญ่ของดินแดนมิใช่เครื่องชี้บอกที่แน่นอนถึงความเป็นมหาอำนาจเสมอไป

                                2.2.3 รัฐบาล (Government) หมายถึง คณะบุคคลที่ใช้อำนาจในการบริหารปกครองประเทศ มีหน้าที่จัดระเบียบภายในรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนรวมให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมาย ประเทศต่างๆ  จะต้องมีรัฐบาลปกครองประเทศ  ถ้าปราศจากรัฐและปราศจากประเทศแล้ว รัฐก็จะไม่มีตัวแทนเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน การจะใช้อำนาจอธิปไตยในรูปแบบใดขึ้นอยู่กับการตกลงร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับประชาชน

                                2.2.4  อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) หมายถึง อำนาจสูงสุดของรัฐที่ใช้บังคับบัญชาภายในรัฐที่จะทำให้รัฐดำเนินกิจการต่างๆ  ได้อย่างเต็มที่ทั้งภายในและภายนอกประเทศเป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐอื่น  ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของรัฐอื่น ในรูปของอาณานิคม ดินแดนในอารักขาหรือดินแดนในอาณัติของรัฐอื่น  ลักษณะสำคัญของอำนาจอธิปไตย  นักรัฐศาสตร์มีความเห็นว่า  อำนาจ อธิปไตยจะต้องมีลักษณะทางความเด็ดขาด (Absoluteness) เป็นอำนาจสูงสุดเหนืออำนาจใด ๆ ในรัฐ มีลักษณะเป็นการทั่วไปคือการใช้อำนาจอธิปไตยนั้นต้องครอบคลุมทั่วทั้งรัฐไม่ว่าจะเป็นบุคคลดินแดน องค์การ  หรือกลุ่มบุคคล  ที่อยู่ภายในอาณาเขตของรัฐนั้นยกเว้นตัวแทนทางการทูตเท่านั้น  มีลักษณะความถาวร  หมายความว่าแม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลแต่อำนาจอธิปไตยจะยังคงอยู่  การสิ้นอำนาจอธิปไตยคือการสิ้นสุดของรัฐ  รัฐหนึ่งจะมีอำนาจอธิปไตยเพียงหนึ่งเท่านั้น  หากอำนาจอธิปไตย  มีการแบ่งแยกก็จะทำให้รัฐนั้นล่มสลายหรือเกิดรัฐใหม่ขึ้นมา  เช่น  เกาหลีเหนือ  เกาหลีใต้  เป็นต้น

                2.3 รูปแบบการใช้อำนาจอธิปไตย อาจมีได้หลายรูปแบบ ดังนี้

                        2.3.1 การปกครองระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  ( Absoluted Monarchy) หรือราชาธิปไตย  ในระยะแรกของการตั้งรัฐชาติในยุโรป  แต่รัฐต้องเผชิญกับปัญหาภายในทั้งด้านเศรษฐกิจสังคม  และการเมืองมีความจำเป็นต้องแก้ไขโดยผู้มีอำนาจอย่างเร่งด่วน ด้วยเหตุนี้จงเปิดโอกาสให้กษัตริย์มีอำนาจโดยสมบูรณ์ดังที่เรียกว่า  ทฤษฎีเทวสิทธิ์ของกษัตริย์ (Divine Right of Kings) โดยอ้างว่ากษัตริย์ปกครองประเทศในรูปแบบผู้แทนโดยชอบธรรมของพระเจ้า  ดังนั้นกษัตริย์จึงมีพันธะหน้าที่ต่อพระเจ้าเท่านั้น  กษัตริย์ทรงอยู่เหนือกฎหมาย  ทรงออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนทรงอยู่ในฐานะที่ทำอะไรไม่ผิด (The King can do no wrong) การที่ประชาชนเชื่อฟังกษัตริย์ก็เท่ากับเป็นความเคารพเชื่อฟังพระเจ้าด้วย ประชาชนไม่มีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์การปกครองของกษัตริย์แต่อาจให้คำปรึกษาแก่กษัตริย์ได้การปกครองที่กษัตริย์มีอำนาจโดยสมบูรณ์ เช่นนี้ เรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์(Absoluted Monarchy) หรือราชาธิปไตย

                อย่างไรก็ตามในบางยุคบางสมัย  กษัตริย์บางพระองค์ก็มิได้มีอำนาจในการปกครอง โดยสมบูรณ์ ตามทฤษฎีเทวสิทธิ์  เช่น สมัยพระเจ้าเฮนรีที่ 8 (ค.ศ.1509-1547)((http://www.oknation.net/blog/print.php?id=33171))พระองค์สมารถรวมอำนาจทางการเมือง การคลัง และการทหารไว้ที่ส่วนกลาง คือ พระราชวังแวร์ซายส์ ทรงสมมติพระองค์เป็นสุริยกษัตริย์ (Sun King) ปกครองประเทศโดยอาศัยทฤษฎีเทวสิทธิ์และตลอดสมัยของพระองค์ไม่เคยเรียกประชุมรัฐสภาเลย การปกครอง เศรษฐกิจ

                หลังสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่  14  ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เริ่มเสื่อมลง  การขยายอำนาจของฝรั่งเศสในยุโรปในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่  14 และ 15 เป็นเหตุให้ฝรั่งเศสต้องเข้าสู่สงครามบ่อยครั้งส่งผลกระทบให้เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ  สังคมและการเมือง  จนกลายเป็นการปฏิวัติใหญ่ในปี ค.ศ. 1789

louis_xiv_of_france1

paris/versailles1

พระเจ้าหลุยส์ที่  14

พระราชวังแวร์ซาย

                                2.3.2 การปกครองระบอบประชาธิปไตย (Democratic Regime) การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รุ่งเรืองมากในคริสต์ศตวรรษที่  17 และเริ่มเสื่อมลงในคริสต์ศตวรรษที่  18 ถูกโจมตีอย่างมากโดยนักปราชญ์แห่งยุคเหตุผล  ประกอบกับการขยายตัวทางการค้าทำให้ชนชั้นกลางที่มั่งคั่งทางเศรษฐกิจแต่ไม่มีส่วนร่วมในการปกครองประเทศได้เรียกร้องสิทธิทางการเมือง  การปกครองผลการเรียกร้องดังกล่าวทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย  นักปราชญ์ทางการเมืองที่สำคัญในคริสต์ศตวรรษที่  18  ซึ่งเป็นเจ้าของแนวคิดทางการเมืองอันเป็นรากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีดังนี้

                จอห์น ล็อค (John Locke, ค.ศ. 1632 – 1704 ) เป็นชาวอังกฤษ จอห์น ล็อคมีแนวความคิดว่าประชาชนเป็นเจ้าของสิทธิ์ตามธรรมชาติในชีวิต เสรีภาพและทรัพย์สิน ประชาชนเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลขึ้นและมอบอำนาจแก่รัฐบาลเพื่อให้ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิตามธรรมชาติดังกล่าว  หากรัฐบาลไม่สามารถทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายประชาชนก็มีสิทธิเปลี่ยนแปลงหรือถอดถอนรัฐบาลได้

john-locke-from-a-coloured-engraving-after-a-painting-by-godfrey-knellerimage1 

จอห์น ล็อค

                ฌอง ฌาค รุสโซ (Jean Jacques Rousseau, ค.ศ. 1712-1778) เป็นชาวฝรั่งเศส ได้เขียนหนังสือชื่อ สัญญาประชาคม (Social Contract) ในหนังสือเล่มนี้ รุสโซกล่าวถึงสัญญาประชาคมว่าหมายถึงสัญญาที่แต่ละคนเข้าร่วมกับทุกคนภายใต้เอกภาพและเจตจำนงเดียวกัน  โดยที่ประชาชนสามารถก่อตั้งรัฐบาลขึ้นได้และให้อำนาจแก่รัฐบาลเพื่อรับใช้ประชาชน แต่ถ้าเมื่อใดที่ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลก็อาจเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้  รุสโซชี้ให้เห็นว่าสภาวธรรมชาตินั้นเป็นสภาวะที่มนุษย์มีความผาสุกมีอิสรเสรีและความเสมอภาค  อย่างไรก็ตามแม้มนุษย์จะเกิดมาเสรีแต่ทุกหนทุกแห่งมนุษย์ก็ถูกตรึงด้วยโซ่ตรวนแห่งพันธนาการ  แนวความคิดของรุสโซถือว่าเป็น  รากฐานของระบอบประชาธิปไตยในเวลาต่อมา

jean-jacques-rousseau-1712-17781

ฌอง ฌาค รุสโซ ผู้เขียน สัญญาประชาคม

                มองเตสกิเออ (Montesquieu, ค.ศ. 168901775) เป็นชาวฝรั่งเศส มองเตสกิเออกล่าวว่าการเมืองการปกครองนั้นเกี่ยวกับ 3 เรื่องเท่านั้น  คือการออกกฎหมาย(นิติบัญญัติ) การทำตามกฎหมาย(การบริหาร)และดูแลทางด้านการศาล(การยุติธรรม)  แนวคิดของมองเตสกิเออ มีอิทธิอย่างสูงต่อการเขียนรัฐธรรมนูญของประเทศต่าง ๆ สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในโลกตะวันตกและมีความสำคัญต่อการพัฒนาการปกครองระบอบประชาธิปไตยคือ  การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ของอังกฤษ (ค.ศ. 1688) จนทำให้กษัตริย์ ของอังกฤษยอมรับอำนาจของประชาชน  การปฏิวัติในอเมริกา (ค.ศ. 1776) และการปฏิวัติฝรั่งเศส (ค.ศ. 1789) ซึ่งเปรียบเสมือนความเบ่งบานของลัทธิเสรีนิยม

charles-de-secondat-baron-de-montesquieu1

มองเตสกิเออ

                3. การเมืองการปกครองยุคใหม่  การเมืองการปกครองหลังจากเกิดรัฐชาติแล้ว  ได้เกิดลักษณะที่สำคัญคือ

                                3.1 ลัทธิชาตินิยม  ซึ่งลัทธินิยมนั้นคนในชาติต้องการเห็นชาติของตนเจริญรุ่งเรืองกว่าชาติอื่น  และการเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลกทำให้เกิดลัทธิจักรวรรดินิยมหรือลัทธิอาณานิคม หมายถึง การขยายอำนาจของคนกลุ่มหนึ่งหรือชาติหนึ่งเข้าครอบงำเหนือคนต่างชาติในต่างแดน การขยายอำนาจดังกล่าวอาจเป็นไปทางการเมือง  การทหาร เศรษฐกิจ  หรือทางวัฒนธรรม ซึ่งวิวัฒนาการของจักรวรรดินิยมมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแต่เป็นการที่คนชาติหนึ่งหรือรัฐหนึ่งเข้าควบคุมทางการเมืองการปกครองเหนือคนอีกชาติหนึ่ง เช่นการขยายอำนาจของกรีก เปอร์เซีย และโรมัน ส่วนในยุคกลางก็จะเห็นการขยายอำนาจของอาหรับ เติร์ก มองโกล และจีน  อย่างไรก็ตามลัทธิจักรวรรดินิยมในสมัยใหม่ก็แบ่งได้เป็น 2 ยุค คือยุคแห่งการค้นพบ (The Age of Discovery) ช่วงคริสต์ศตวรรษที่  15-18 มีการสำรวจและค้นพบดินแดนใหม่ ๆ โดยสเปน โปรตุเกส  ฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศสประเทศเหล่านี้ได้ออกไปยึดครองดินแดนในส่วน ต่าง ๆ ของโลก  เป็นอาณานิคมของตน  เช่น ดินแดนในทวีปอเมริกา  เอเชีย  และแอฟริกา มีการแข่งขันกันในการล่าอาณานิคมจน  ทำให้อังกฤษเป็นประเทศที่มีอาณานิคมมากที่สุด จนได้รับสมญาว่าเป็น ดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน ต่อมาในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เรียกว่าจักรวรรดินิยมยุคใหม่ (New Imperialism) การล่าอาณานิคมในช่วงนี้เป็นผลสืบ เนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป  ความแตกต่างระหว่างการล่าอาณานิคมในยุคแห่งการค้นพบกับจักรวรรดินิยมยุคใหม่  คือ  ในยุคแห่งการค้นพบนั้นคนจากประเทศในยุโรปจะอพยพไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนที่ตนเข้าไปครอบครอง  เช่น การเข้าไปตั้งถิ่นฐานในทวีปอเมริกาเหนือซึ่งในเวลาต่อมาได้พัฒนามาเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา แต่การยึดครองในจักรวรรดินิยมยุคใหม่มักจะเป็นการผนวกดินแดนอื่นเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน หากพิจารณาโดยละเอียดถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดลัทธิจักรวรรดินิยมอาจพิจารณาได้ดังนี้

                1. เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านเศรษฐกิจ  การขยายตัวทางการค้าตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่  14 นำไปสู่การค้นพบดินแดนใหม่อันเนื่องมากจากการสำรวจทางทะเลจึงยึดครองดินแดนเหล่านั้นเป็นอาณานิคมจนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 ได้เกิดความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้มีความต้องการวัตถุดิบมากขึ้น  และเมื่อผลิตสินค้าออกมาแล้วก็จำเป็นต้องหาตลาดรองรับสินค้าจึงต้องแสวงหาดินแดน เพื่อซื้อวัตถุดิบและขายสินค้าสำเร็จรูป
การยกพลขึ้นบกที่หาดนร์มังดี

 

 หาดนร์มันดี

หาดนร์มันดี 

การยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดี (ดี-เดย์) 6 มิถุนายน 1944

               2.เพื่อเผยแพร่ศาสนาคริสต์และความเจริญของโลกตะวันตก ชาวตะวันตกได้พยายามเผยแผ่คริสต์ศาสนาตามหน้าที่ของคริสตศาสนิกชนที่ดี นอกจากนี้ชาวตะวันตกยังเชื่อว่าเป็น ภาระหน้าที่ของคนผิวขาวที่เชื่อว่าตนเป็นผู้เจริญกว่าผู้อื่นได้นำความเจริญไปยังดินแดนนอกทวีปยุโรปด้วยเหตุนี้เอง ศาสนาคริสต์และวัฒนธรรมของชาวตะวันตกจึงแพร่กระจายเข้าไปในทวีปแอฟริกาและทวีปเอเชีย

                3. เพื่อแก้ปัญหาการเพิ่มขึ้นของประชากรในโลกตะวันตก  ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และด้านการแพทย์ทำให้อัตราการตายของคนยุโรปลดน้อยลง ประชากรจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  และสิ่งแวดล้อม  รัฐบาลจึงส่งเสริมให้มีการแสวงหาดินแดนใหม่เพื่ออพยพผู้คนบางส่วนไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในดินแดนเหล่านั้น ดินแดนที่คนยุโรปอพยพไปอยู่มากที่สุดคือทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปอเมริกาใต้ ทวีปออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จึงอาจกล่าวได้ว่าการแก้ปัญหาการเพิ่มประชากรของยุโรปมีส่วนสำคัญในการขยายตัวของลัทธิจักรวรรดินิยม

                4. ปัจจัยทางด้านลัทธิชาตินิยมและยุทธศาสตร์ทางการทหาร  ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ลัทธิชาตินิยมมีกระแสที่รุนแรงมากทำให้ประเทศในยุโรปแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมเพื่อศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติรวมทั้งต้องการสร้างแสนยานุภาพทางกอบทัพเรือแข่งกับชาติมหาอำนาจทางทะเล

                การขยายตัวของลัทธิจักรวรรดินิยมเนื่องมาจากการแข่งขันกันสร้างแสนยานุภาพของประเทศตะวันตกนำไปสู่การรวมกลุ่มระหว่างประเทศและเผชิญหน้ากันจนเกิดเป็นสงครามโลกครั้งที่ 1 ในระหว่าง ค.ศ.1914-1918 ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง  กล่าวคือชัยชนะของฝ่าย สัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นชาติมหาอำนาจของโลก  และผู้นำชาติที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย  ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้รับการสถาปนาเป็นระบอบการปกครองอย่างเป็นทางการในรัสเซีย  นอกจากนี้ยังเกิดลัทธินาซีในเยอรมนี  ลัทธิฟาสซิสต์ในอิตาลี  ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการ  ส่วนญี่ปุ่นก็เป็นเผด็จการทหาร การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศทั้ง  3 นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อโลก  แต่ในขณะเดียวกันลิทธิการปกครองแบบเผด็จการอย่างลัทธินาซี  ลัทธิฟาสซิสต์  และเผด็จการทหารของญี่ปุ่นก็ถูกทำลายลงอย่างเด็ดขาด  เปิดโอกาสให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยได้แพร่หลายในเวลาต่อมา  ประเทศที่เป็นอาณานิคมก็เรียกร้องความเสมอภาคและสิทธิในการปกครองตนเองมากขึ้นและทำให้ประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษ  ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่นหมดอำนาจลง  มีสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตมาเป็นมาหาอำนาจใหม่แทน

socrates

Socrates

บทสรุป

                   วิวัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและการปกครองของสังคมโลกเริ่มตั้งแต่มนุษย์ยุคหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์และมนุษย์สมัยประวัติศาสตร์   โดยพิจารณาวิวัฒนาการทางสังคมของสังคมโลก จากหลักฐานทางโบราณคดีทำให้เราทราบว่ามนุษย์ในยุคแรกๆ   ต้องพึ่งพิงธรรมชาติและดินรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ใช้ชีวิตเร่ร่อนหาอาหารไปเรื่อยๆ จนกระทั่งต่อมารู้จักการผลิตอาหาร  และตั้งหลักแหล่งอยู่ประจำที่มนุษย์คิดหาวิธีจะทำให้ตนเองอยู่ดีกินดีมีความปลอดภัย ความพยายามในการที่จะเอาชนะธรรมชาติของมนุษย์ทำให้มนุษย์สร้างสรรค์ความเจริญมาตั้งแต่ยุคหินเก่า  ระบบความสัมพันธ์ทางสังคม มนุษย์เริ่มอยู่เป็นครอบครัว มีการแสดงความรู้สึกออกมาในรูปของศิลปะ ที่พบตามถ้ำต่างๆ ต่อมาในยุคหินใหม่มนุษย์ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นเกษตรกร รู้จักการเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้ในการบริโภค   และการใช้งานหลายครอบครัวมาอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน    เครื่องมือเครื่องใช้มีความประณีตมากขึ้น  เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคโลหะ สังคมมนุษย์ขยายเป็นหมู่บ้านคติความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์  และอำนาจที่ไม่มีตัวตน จึงเกิดกระบวนการในการบวงสรวงบูชาจนกลายเป็นลัทธิและศาสนาในเวลาต่อมา

            จากหลักฐานทางโบราณคดี มนุษย์รู้ตักการใช้ตัวอักษรในการสื่อสารเมื่อประมาณ  5,000 ปีล่วงมาแล้ว การศึกษาเรื่องราวของมนุษย์มีความกระจ่างชัดมากขึ้น ได้พบว่ามนุษย์ได้สร้างสรรค์ความเจริญตามบริเวณลุ่มแม่น้ำสายสำคัญ คือ ลุ่มแม่น้ำไนล์ ลุ่มแม่น้ำไทกรีส ยูเฟรตีส  ลุ่มแม่น้ำสินธุ  ลุ่มแม่น้ำฮวงโหและบริเวณโดยรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  แต่ความเจริญต่างๆ  ได้หยุดชะงักลงในช่วงคริสต์ศตวรรษที่  5  ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 สังคมมนุษย์ในยุโรปถูกรุกรานจากพวกอนารยชน  ต้องมีชีวิตอยู่ภายใต้ระบบ ศักดินาสวามิภักดิ์ จนกระทั่งเกิดสงครามครั้งสำคัญคือ สงครามครูเสด อันเป็นความขัดแย้งระหว่าง กลุ่มชนที่นับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม ทำให้สังคมมนุษย์เกิดการเปลี่ยนแปลง มีการค้นพบ ดินแดนใหม่  มนุษย์ได้อพยพเข้าไปอยู่ในทวีปอเมริกา ทวีปเอเชียและทวีปออสเตรเลีย เกิดการปฏิวัติ อุตสาหกรรม มีการขยายตัวของเมือง ประชากรเพิ่มมากขึ้น การขยายตัวทางการค้าทำให้เกิดชนชั้นทางสังคมแบบใหม่ คือ ชนชั้นนายทุนและชนชั้นกรรมาชีพ เกิดลัทธิจักรวรรดินิยม  และลัทธิชาตินิยม อันนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่  1  และครั้งที่  2  ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์อย่างมาก

            วิวัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจของโลกในยุคหินเก่า มนุษย์มีชีวิตในการพึ่งพิงธรรมชาติ สภาพเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง ต่อมาในยุคหินใหม่และยุคโลหะมนุษย์เริ่มรู้จักการแบ่งงานกันทำจึงมีการแลกเปลี่ยนสิ่งของที่ใช้ในการดำรงชีวิตและพัฒนามาเป็นระบบการซื้อขายสินค้าโดยมีเงินตราเป็นสื่อกลางในการซื้อขายสินค้า มนุษย์มีอำนาจการซื้อมากขึ้น  มีความมั่งคั่งร่ำรวย  มีสินค้าจำนวนมากขึ้น ในสมัยอาณาจักรอียิปต์ กรีกและโรมัน ในยุคกลางเศรษฐกิจดำเนินไปภายใต้ระบบศักดินาสวามิภักดิ์ เงินตราเป็นสิ่งที่หายาก  ตลาดถูกจำกัดเพราะกลัวการรุกรานของอนารยชน การค้าขายหยุดชะงักจนกระทั่งเกิดสงครามครูเสด โลกตะวันตกได้ติดต่อโลกตะวันออก การค้าจึงขยายตัวขึ้น สินค้าประเภทเครื่องเทศและของฟุ่มเฟือยเป็นที่นิยม มีการลงทุนเพื่อการแสวงหาผลกำไรเกิดลัทธิทุนนิยม เกิดสถาบันการเงินคือธนาคารพาณิชย์ เกิดลัทธิพาณิชย์นิยม รัฐบาลต้องการมีอำนาจในการควบคุมระบบเศรษฐกิจจนนำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดการแข่งขันกันทารงด้านการค้าจนนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1  เมื่อสงครามยุติ ได้เกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เกิดภาวะเงินเฟ้อการล้มละลายของธนาคาร เกิดระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  ยุติลง สหรัฐอเมริกาได้มีบทบาทที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลก มีการเชื่อมโยงระบบการเงินระหว่างประเทศมีการช่วยเหลือกันทางด้านเศรษฐกิจ

            วิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองของโลก มนุษย์ในยุคหินมีรูปแบบการปกครองเป็นแบบเผ่าชน  อำนาจการปกครองอยู่ที่หัวหน้าเผ่า  ต่อมาเมื่อมนุษย์อยู่รวมกันเป็นชุมชนใหญ่ เป็นเมือง เป็นนครรัฐ เริ่มมีการปกครองแบบนครรัฐ มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้ปกครอง บางนครรัฐประชาชนก็มีส่วนร่วมในการปกครองด้วย ต่อมาสังคมขยายใหญ่ขึ้นเป็นอาณาจักรและจักรวรรดิ อำนาจการปกครองอยู่ที่องค์จักรพรรดิ อำนาจของผู้ปกครองถือเป็นอำนาจที่ได้รับมาจากเทพเจ้า มนุษย์จะต้องเชื่อฟังลัทธิความเชื่อและศาสนาเข้ามามีอิทธิพลต่อการปกครอง แม้แต่ในสมัยกลางที่มนุษย์ตกอยู่ภายใต้การปกครองในระบบศักดินาสวามิภักดิ์ จนกระทั่งภายหลังสงครามครูเสดในคริสต์ศตวรรษที่ 15 รูปแบบการปกครองปรากฏในลักษณะของรัฐชาติที่ให้ความสำคัญของการเป็นรัฐ โดยเน้นเชื้อชาติของประชากร มีอาณาเขตที่แน่นอน มีรัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองประชากร รูปแบบการใช้อำนาจมีทั้งรูปแบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รูปแบบประชาธิปไตย รูปแบบเผด็จการและรูปแบบสังคมนิยมที่ยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: