การล่าอาณานิคมของชาวอังกฤษ

 

แผนที่สยามเขียนขึ้นโดยชาว��ังกฤษสมัยล่า��าณานิคมการล่าอาณานิคมของชาวอังกฤษ

การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของสองชุมชนและภายใต้อาณาจักร
           ก่อนการเกิดอาณาจักรในประวัติศาสตร์ของชุมชนสองฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งอยู่ในรูปแบบการร่วมมือกันทางการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างคนกับทรัพยากรธรรมชาติในแม่น้ำโขง ก็เคยมีกระบวนการดำเนินการทางด้านเศรษฐกิจร่วมกันมาแล้ว ในสมัยโบราณของประเทศไทยและลาว

          ซึ่งความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจที่ผูกพันมาแต่โบราณนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากพื้นฐานความสัมพันธ์ทางด้านประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านภูมิศาสตร์ที่มีอาณาเขตบริเวณใกล้ชิดกัน ตลอดจนการมีภาษาพูดที่คล้ายคลึงกัน จนสามารถเข้าใจกันได้ดี ดังจะเห็นได้จากภาพความสัมพันธ์โดยรวมของภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ ในวรรณกรรมสองฝั่งโขง ซึ่ง ศรีศักร วัลลิโภดม และ ไมเคิล ไรท์ รวมถึงนักวิจัยท่านอื่นๆ ได้รวบรวมข้อมูลและนำเสนอว่า ชุมชนสองฝั่งโขงนั้นน่าจะมีการค้าขายกันเองได้อย่างสะดวก และมีมานานแล้ว

           จากภาพรวมดังกล่าว ผู้เขียนสันนิษฐานว่าในสมัยประวัติศาสตร์นั้น ด้วยความใกล้ชิดและมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันในลักษณะบ้านพี่เมืองน้อง น่าจะสันนิษฐานได้ว่า ต่างฝ่ายต่างมีการพึ่งพาอาศัยแลกเปลี่ยนสินค้ากัน ซึ่งเป็นไปตามลักษณะทางเศรษฐกิจของชุมชนโบราณที่ปรากฏอยู่ในลักษณะเดียวกันเกือบทุกภูมิภาค

          ดังที่กล่าวมาข้างต้น พื้นที่ชุมชนสองฝั่งโขงนี้ ในตำนาน วัดแก้ว วัดหลวง ได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้าเลียบโลกมาถึงขรนทีคือแม่น้ำโขง ในทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่นครโยนกนาคพันธุ์ของสิงหนวัติ จนถึงยุคของลวจังกราช พาผู้คนอพยพมาตั้งถิ่นฐานบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน ใน พ.ศ. 1181 มีเมืองสำคัญ คือ เมืองหิรัญนครเงินยาง วิธีขยายอาณาเขตที่เรียกว่า ตวงบ้านตวงเมือง สมัยก่อนตั้งอาณาจักรก็กล่าวถึง ตวงบ้านตวงเมือง คือการส่งราชบุตรออกไปสร้างเมืองใหม่ในบริเวณที่มีชัยภูมิดี เช่น อยู่ริมน้ำ ส่งผลให้อาณาเขตขยายตัวขึ้นแบ่งเป็นเขตศูนย์กลางการปกครองเดิมคือเมืองหิรัญนครเงินยาง (สันนิษฐานว่าเป็นอำเภอเชียงแสนในปัจจุบัน) เมืองฝาง และเมืองเชียงราย ซึ่งอาจจะเคยเป็นราชธานี ส่วนเมืองที่เกิดจากตวงบ้าน ตวงเมืองฐานะคล้ายลูกหลวง ได้แก่ เมืองเชียงของ และมีการบันทึกเมืองเชียงของเป็นภาษาบาลีว่า เมืองขรราช (ขรรัฐ)

          ตำนาน ที่สำคัญกล่าวถึงการสถาปนาอาณาจักรล้านช้างในเขตลุ่มน้ำโขง จนถึงเจ้าฟ้างุ้ม ซึ่งถือเป็นกษัตริย์องค์แรก ที่เริ่มประวัติศาสตร์ลาว มีบทบาทรับพุทธศาสนาเข้ามาเป็นหลักเกณฑ์ของสังคมและขยายอาณาจักรพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง สะท้อนผ่านคติจักรวาลอันเกิดจากระบบไตรภูมิ

           จนกระทั่งความสัมพันธ์ของทั้งสองอาณาจักรแนบแน่น เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มีอำนาจปกครองทั้งสองอาณาจักรล้านนา- ล้านช้าง มีการเชื่อมโยงทางสังคมวัฒนธรรม คือคติจักรวาลเป็นส่วนหนึ่งของการหล่อหลอมโลกทัศน์ชุมชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันสะท้อนแนวคิดกำเนิดโลก ธรรมชาติและปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยไม่สามารถควบคุมได้ตามกฎแห่งกรรม แสดงถึงชุมชนเลือกใช้วิธีคิดเข้ากับเงื่อนไขต่างๆ ภายในท้องถิ่นของตน โดยรับจากศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท และความเชื่อพื้นบ้าน (สันฐิตา กาญจนพันธ์ 2547:123-129 ) ส่วนคติไตรภูมิแสดงถึงความสัมพันธ์ของคติน้ำระหว่างสัตตมหาสถานกับเมืองในชมพูทวีปคือภาพสะท้อนคติจักรวาลทางพุทธของมนุษย์และสัตว์ในป่าหิมพานต์

           อย่างไรก็ดี ความเข้าใจที่เกี่ยวพันต่อสายสัมพันธ์ของชุมชนที่มีความเชื่อร่วมกันทางด้านศาสนา และด้านการปกครองในความผูกพันของอาณาจักรล้านนาและล้านช้างแล้ว ยังมีด้านปฏิสัมพันธ์ทางด้านการค้า จึงส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอันเป็นตัวบ่งบอกความหมายของความสำคัญในเส้นทางการค้า และผลกระทบของปัจจุบันนี้ ว่าเหตุผลที่ทำให้ชุมชนเปลี่ยนแปลง เพราะความหมายของการรับรู้เกี่ยวกับแม่น้ำโขง ในอดีตกับโลกทัศน์ของคนปัจจุบันนี้แตกต่างกัน เนื่องจากต้องเข้าใจความหมายแผนที่ในอดีต หรือพรมแดนว่า เป็นความหมายของเส้นทางการค้านี้ ที่เคยมีระบบนิเวศเกี่ยวกับน้ำ คติจักรวาลแบบไตรภูมิ และความเป็นอิสระในปฏิสัมพันธ์ทางการค้า และการจับปลา เปลี่ยนแปลงไปดังที่จะกล่าวต่อไปถึงความสัมพันธ์ของสองชุมชนกับการเข้ามาล่าอาณานิคมของตะวันตก

ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรต่อแม่น้ำโขง และการช่วงชิงอาณานิคมของตะวันตกกับสยาม

          ชุมชนภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านนาและล้านช้างทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงได้ปฏิสัมพันธ์กัน ในด้านการค้า เพราะท้องถิ่นเป็นอิสระทางเศรษฐกิจและมีส่วนร่วมในทางการค้าต่างประเทศโดยตรง (โยซิยูกิ มาซูฮารา .2546 :170 ) ซึ่งการค้าแต่เดิมในเชียงแสน-เชียงของ-เวียงแก่น เป็นการค้าขนาดเล็กระหว่างชุมชนสองฝั่งน้ำโขง แม่น้ำโขงมีบทบาทในการคมนาคมขนส่ง การไปมาหาสู่และการเชื่อมร้อยชุมชนต่อชุมชน และมีเมืองเชียงแสนเป็นเมืองท่าที่จะเดินทางไปสู่ตอนในของจังหวัดเชียงรายด้วยเส้นทางถนน การค้าระหว่างเมืองริมฝั่งของไทยกับลาวในลักษณะที่เรียกว่า น้ำน้อย ก็ใช้เรือน้อยถือเป็นการค้าตามขนาดของฐานทุนทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน ส่วนการค้ากับเมือง เช่น ลาวทางเหนือหรือจีน เป็นเส้นทางการค้าทางบกใช้ม้า ล่อ ลา บรรทุกต่างสินค้า เช่นเส้นทางการค้าโบราณระหว่างเชียงของไปเชียงรุ้ง

          เมื่อกาลเวลาผ่านไปแล้ว เส้นทางการค้าก็เป็นตัวบ่งบอกแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการค้า ศาสนาอื่นๆ เชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์แก่อาณาจักรล้านนา กับ อาณาจักรอยุธยา และอาณาจักรล้านช้าง ดังที่สะท้อนผ่านการค้าในชุมชน จวบจนอาณาจักรล้านช้างที่เคยเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมาถึงพระเจ้าสุริยวงศาธรรมมิกราช ใน พ.ศ. 2237 เกิดการแย่งชิงอำนาจ และแตกออกเป็นสองอาณาจักร คือหลวงพระบางและเวียงจันท์ ต่อมาเวียงจันท์เกิดความวุ่นวายภายในและเกิดแย่งชิงอำนาจอีก จนกระทั่งราชครูโพนเสม็ก ผลักดันอาณาจักรจำปาศักดิ์ขึ้นทางตอนใต้ราวปี พ.ศ.2256

           มีความขัดแย้งกันมากมาย ระหว่างทั้งสามอาณาจักร อันเป็นที่มาของความอ่อนแอ และทำให้ลาวตกเป็นประเทศราชของไทย ปีพ.ศ.2322 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ยุคกรุงธนบุรี(เราคงรับรู้ว่า พระนารายณ์เคยส่งกล้องดูสุริยุปราคา ตั้งแต่ในยุคอยุธยาแล้ว และความขัดแย้งในช่วงเวลาปลายสมัยกรุงอยุธยา น่าจะทำให้เกิดแนวคิดพุทธแบบพระเจ้าตากสิน และการปรับแนวคิดพุทธในช่วงต้นรัตนโกสินทร์) เมื่อ ลาว ตกเป็นประเทศราชอยู่นานถึง 114 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2322-2436 ระหว่างที่ไทยปกครองลาวก็เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ขึ้น แต่ไม่สำเร็จ เช่นเดียวกันในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่ออาณาจักรล้านนา หลังจากฟื้นฟูอาณาจักรขึ้นมาใหม่ ผ่านพ้นยุคพม่าปกครองก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจสยาม

           อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในอดีตของชุมชนตามอาณาจักรสัมพันธ์กับเส้นทางการค้า เป็นเหมือนเขตเศรษฐกิจชาวบ้าน เส้นทางการค้าทั้งสามสายจากการค้าในระบบการคมนาคมทางบกจากตาลีและคุนหมิง นี้มีความสำคัญมากสำหรับการยังชีพของชุมชนต่างๆ เพราะในเขตภูดอยห่างไกลเมืองท่าเช่นนี้ ความอัตคัดขาดแคลนเป็นปัญหาสำคัญ มิหนำซ้ำ ในระยะต้นของแม่น้ำสำคัญสี่สายที่ผ่านยูนนาน (แม่น้ำอิระวดี สาละวิน โขง และแม่น้ำแดง) สภาพอันเชี่ยวกรากคดเคี้ยวเต็มไปด้วยเกาะแก่งของแต่ละสายน้ำก็ไม่อำนวยต่อการสัญจรขนส่งสินค้า

          ทั้งนี้เราสามารถหยั่งวัดระดับความสำคัญของการค้าทางบกซึ่งเปรียบเสมือนเส้นชีวิตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเหล่านี้ได้จากบันทึกท้องถิ่นต่างๆ และหมายเหตุของนักเดินทางชาวตะวันตก บริบทจักรวรรดินิยมตะวันตกอย่างเช่น บันทึกของกัปตัน Mcleod และ Dr . Richardson (นคร พันธุ์ณรงค์ .2516:73 ) ซึ่งเข้ามาทางพม่าเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการค้าในยูนนาน ในช่วงปี พ.ศ. 2373 และนับเป็นชาวยุโรปคณะแรกที่เข้ามาเยือนเชียงตุง หรือนักธรรมชาติวิทยา อย่าง Henri Mouhot ได้รับทุนสนับสนุนจากอังกฤษเข้ามาสำรวจดินแดนสยาม ลาว และกัมพูชา (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ .2546:63 ) อีกคนคือ Francis De Ganier นักผจญภัยผู้สร้างประวัติการณ์เดินทางย้อนลำน้ำโขงจากกัมพูชาไปถึงยูนนานก็มีข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับการค้าขายตามเส้นทางที่ผ่านไปอันสะท้อนภาพความมีชีวิตชีวาของตลาดท้องถิ่นเช่นนี้ ทำให้นักล่าอาณานิคมชาวตะวันตกพากันฝันหวาน ที่จะอาศัยยูนนานเป็นประตูหลังเปิดเข้าสู่ตลาดการค้าในประเทศจีนอันกว้างใหญ่ ปราสาทหินนครวัด

((ภาพแสดงปราสาทหินนครวัด))

a-drawing-of-henri-mouhot((ภาพแสดง Henri Mouhot ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากอังกฤษเข้ามาสำรวจดินแดนสยาม ลาว และกัมพูชา))

2henri21((คณะสำรวจของHenri Mouhotชาวฝรั่งเศส))

          ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรือฝรั่งเศส ต่างก็คิดวางแผนพัฒนาเส้นทางเดิมที่มีอยู่แล้ว ด้วยการสร้างทางรถไฟเชื่อมจากชายฝั่งพม่าหรือตังเกี๋ยขึ้นไป ผู้ที่ศึกษาค้นคว้านโยบายการแผ่ขยายอิทธิพลของสองมหาอำนาจในละแวกนี้ คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า การค้าระหว่างยูนนานตอนล่างกับดินแดนรอบๆ มีผลสำคัญอย่างไรต่อการกำหนดทิศทางการแข่งขันเพื่อยึดครองพื้นที่แห่งนี้

บันไดนาคข��งวัดลาว((ภาพประกอบ บันไดนาคของวัดเขาจอมมณีรัตน์ ณ เมืองห้วยทราย ฝั่งแม่น้ำโขง สปป.ลาว))

        ความสืบเนื่องของการเข้ามาของจักรวรรดินิยมตะวันตกในอุษาคเนย์ มีหลายสาเหตุที่ได้ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคนี้ ซึ่งมีปัญหา เช่น การเข้ามาหาทางยึดครองพื้นที่ คือการเข้ามาล่าอาณานิคมเพื่อการค้าสัมพันธ์กับแม่น้ำโขง ดังนั้นการเข้ามาของฝรั่งเศสสะท้อนการบุกรุกเข้าครอบครองต่อทรัพยากรในแม่น้ำโขงกับการเพื่อให้ได้เป็นอาณานิคมในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

           โดยฝรั่งเศสต้องการเพียงลาวและเขมร เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากแม่น้ำโขงและการใช้แม่น้ำโขงเป็นพรมแดนธรรมชาติสำหรับอาณานิคมของตน (อภิญญา เฟื่องฟูสกุล 2524:2 )ทำให้ก่อเกิดแนวคิดสร้างรัฐชาติ มีพรมแดนเป็นการผนวกกลืนอาณาจักรเพื่อสร้างความมั่นคงเข้ามาในรัฐ ตามอิทธิพลภูมิศาสตร์ของวิทยาศาสตร์แบบตะวันตก ทำให้ต้องมีการสร้างนิยามรัฐชาติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภาษี การศึกษา และวัฒนธรรม รัชกาลที่ 4 ได้นำหลักเหตุผล และเทคโนโลยี มาผลิตแผนที่ ทั้งที่ยุคก่อนไม่จริงจังเรื่องพรมแดน แต่โดนแรงบีบจากการขู่ทำสงครามจากตะวันตก เพราะว่าสยามไม่ทันสมัย จึงต้องเปลี่ยนแปลงแนวคิดภูมิศาสตร์ ( Thongchai Winichakul 1994:35-57; อรรถจักร สัตยานุรักษ์ 2541:12 ) และด้านดาราศาสตร์เกี่ยวข้องกับระบบจักรวาล

((แนวคิดเกี่ยวกับแผนที่http://www.bp-smakom.org/BP_School/Social/Map-benining.htm))

          ดังนั้น การรับรู้ธรรมชาติแบบใหม่เพิ่งเกิดในรัชกาลที่ 4 และกลายเป็นรากฐานความรู้ ความจริง เชิงประจักษ์ทางกายภาพ ซึ่งก่อนหน้านี้สยามรับรู้และให้ความหมายแก่ภูมิศาสตร์ด้วยชุดความรู้ทางพื้นที่แบบไตรภูมิ แต่ว่าการอ้างถึงภัยจากการล่าอาณานิคม ก็ทำให้เกิดการคิดสร้างแผนที่และน่าจะส่งผลต่อการแปลชื่อแม่น้ำของ เปลี่ยนเป็นแม่น้ำโขงในสนธิสัญญาต่างๆ

          ด้วยเหตุดังกล่าวนำไปสู่อาณาเขตว่าด้วยภายใต้จุดหนึ่งในพลังแผนที่ สำหรับการต่อรองระหว่างสยามและฝรั่งเศสเพื่อเข้าถึงภูมิภาคลาวในแม่น้ำโขงตอนบนและการหายไปของอาณาเขตสยามนั้น อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงว่าพื้นที่อาณาเขตเคยนั้นเคยเป็นของสยาม แต่พลังของตัวตนภูมิศาสตร์ของสยามและการรวมอาณาเขต ทำให้สิ่งที่หายไป (อาณาเขต) กลับเข้ามาเพื่อการช่วงชิงการสร้างความหมายแก่แผนที่ในสังคมสมัยใหม่ เพราะการเข้ามาของจักรวรรดินิยมตะวันตกในดินแดนล้านนา ก็พยายามดึงดูดล้านนาให้มีความสัมพันธ์กับเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ที่ครอบครองดินแดนพม่ามากขึ้น เนื่องจากการปกครองเมืองประเทศราชของสยามมีนโยบายให้อิสระในการปกครองตนเองอย่างมาก ทำให้ล้านนาผูกพันกับการค้าขายของชาวอังกฤษและคนในบังคับอังกฤษโดยผ่านเมืองมอญพม่า (สรัสวดี อ๋องสกุล 2544:332 )

          ดังกล่าวไปแล้ว การล่าอาณานิคม คุกคามต่ออาณาจักรทั้งสองแล้ว อาณาจักรสยาม จึงพยายามครอบครองอาณาจักรล้านนาสร้างตัวตนทางพรมแดนขึ้นไว้อยู่ในแผนที่สยาม เพื่อยึดดินแดนล้านนาเข้ามา อำนาจท้องถิ่นค่อยๆ เสื่อมอำนาจลง และแล้วเชียงของ ก็ถูกผนวกกลืนในที่สุด เมื่อมีการปฏิรูปมณฑลเทศาภิบาล เจ้าเมืองคนสุดท้ายคือพระยาจิตวงษ์วรยศรังษีในปี พ.ศ. 2453 และการช่วยเหลือของสยามในการปราบจีนฮ่อที่รุกรานลาว ทำให้สยามส่งกำลังทหารไปปราบปรามถึงสามครั้ง โดยที่ครั้งที่สาม สยามพยายามต่อสู้เข้ายึดครองหลวงพระบาง รวมถึงเมืองบริวาร ยึดทั้งเชียงขวาง บุกยังแคว้นสิบสองจุไท จับเจ้านายของแคว้นสิบสองจุไทเป็นตัวประกันอยู่หลวงพระบาง แต่เจ้าคำฮุมไม่ต้องการเป็นเมืองขึ้นใคร จึงได้ร่วมมือกับพวกจีนฮ่อยกลงมาตีเมืองหลวงพระบางจนเมืองแตก เจ้าอุ่นคำแห่งหลวงพระบางหนีเอาตัวรอด มาทำหนังสือขอความช่วยเหลือฝรั่งเศสก็ใช้หนังสือดังกล่าวเป็นข้ออ้างในการผนวก    ลาวเข้ามาเป็นรัฐภายใต้อารักขาของตน ทำให้สยามเสียอำนาจเหนือภูมิภาคนี้ตลอด

((รายงายโดย…นส.สุนันทา หลักคำ มัธยมศึกษาปีที่ ๓ http://203.172.208.244/web/stu27/site3_2/)) 

     สมัยอาณานิคมฝรั่งเศษ  ( ค.ศ.  1893 – 1949 )

               สถานการณ์ของลาวในขณะที่ไทยและญวนพร้อมแข่งขันกันเข้าไปมีอิทธิพลเหนือลาวอยู่นั้นดูเหมือนว่าแต่แรกนั้นถูกคุกคามจากพม่า  ไทย และเวียตนาม  และว่าในปลายคริสต์ศักราชที่ 19 ซึ่งอำนาจได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งทำให้ลาวได้รับ      ความกระทบกระเทือนจากอำนาจใหม่ คือ ฝรั่งเศษ ซึ่งมีนโยบายที่จะผนวกดินแดนเพื่อ    แสวงหาประโยชน์ กับอำนาจเก่าไทย  ในขั้นแรกฝรั่งเศษยอมรับอิทธิพลจากไทย โดยแต่งตั้ง ออกุสต์  ปาวี  เป็นรองกงสุลคนแรก บุคคลผู้ที่ มีบทบาทสำคัญในการขยายอิทธิของฝรั่งเศษในลาวขณะที่กำลงถอนกำลังคอยจังหวะอยู่นั้น       จีนฮ่อจากยูนานก็ได้ยกกำลังเข้าโจมตีดินแดนแถบตอนเหนือของเวียดนามและลาว  จากนั้นก็เข้าโจมตีหลวงพระบางอีก    การโจมตีโดยฮ่อ ในปี  ค.ศ.  1887  ได้ส่งผลกระทบต่อทัศนคติของลาว ซึ่งเปรียบเทียบระหว่างไทยกับฝรั่งเศษ   กล่าวคือชาวลาวเห็นว่ากองทัพกรุงเทพฯที่มาช่วยปราบฮ่อนั้น เมื่อถอยกลับไปแล้ว  หากฮ่อยกเข้ามาโจมตีอีก ดังนั้นจึงไม่อาจป้องกันอันตรายได้ถาวร  นอกจาก นโยบาญาติดีต่อลาวแล้ว  ฝรั่งเศษยังได้ ดำเนิน การทางการเมืองโดยการสนับสนุนให้   จักรพรรดิเวียตนามประท้วง กรณีที่ไทยส่งกองทัพไปปราบฮ่อในดินแดนลาวตอนเหนือ  โดยอ้างว่าลาวไทยเป็นรัฐบรรณาการของญวน  ซึ่งได้สร้างความตึงเครียดกับไทยเกี่ยวกับการเจรจาปักปันเขตแดนและปัญหาปีกย่อยอื่นๆ

 

ออกุสต์ ปาวี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

augustpaviออกุสต์ ปาวี

 ����กุส ปาวีร์          ออกุสต์ ปาวี มีชื่อเต็มว่า ช็อง มารี โอกุสต์ ปาวี (Jean Marie August Pavie) (31 พฤษภาคม ค.ศ. 18477 พฤษภาคม ค.ศ. 1925นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ผู้สำรวจดินแดนบริเวณฝั่งแม่น้ำโขง เคยเป็นกงสุลฝรั่งเศสประจำกรุงเทพมหานคร เมื่อ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2435

             นายปาวี เป็นผู้ยื่นคำขาดต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในกรณีวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ให้ไทยยกดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงที่กำลังมีเรื่องพิพาทให้แก่ฝรั่งเศสทั้งหมด แต่เมื่อไทยให้คำตอบไม่เป็นที่พอใจ นายปาวีจึงเดินทางออกจากประเทศไทยทันที ถือเป็นการตัดความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งเป็นหลังจากที่ฝรั่งเศสยอมแพ้แก่เยอรมนีแล้ว ความขัดแย้งตามแนวชายแดนสยาม-ฝรั่งเศสได้ทวีความรุนแรง จนปะทุเป็นกรณีพิพาทไทย-อินโดจีนฝรั่งเศสขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2483 เมื่อถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2484 เรือลามอตต์ ปิเกต์จึงได้ถูกจัดให้เป็นเรือธงของกองเรือเฉพาะกิจที่ 7 ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2483 ที่อ่าวคามแรงห์ ใกล้เมืองไซ่ง่อน ภายใต้การบังคับบัญชาของนาวาเอกเรจี เบรังเยร์ กองเรือดังกล่าวนี้ยังประกอบด้วยเรือสลุปอีก 4 ลำ คือ เรืออามิราล ชาร์เนร์ เรือดูมองต์ ดูร์วิลล์ เรือมาร์น และเรือตาอูร์  กล่าวคือกองทัพเรือฝรั่งเศสได้ยกเรือรบ ประกอบด้วยเรือแองกงสตอง เรือโกแมต และเรือชองบาตีสต์เซ เข้ามาปิดอ่าวไทย ทำให้ไทยต้องยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง และสูญเสียดินแดนลาวทั้งหมดให้แก่ฝรั่งเศส เป็นพื้นที่ประมาณ 143,800 ตารางกิโลเมตร

ฝ่ายฝรั่งเศส (หมวดเรือเฉพาะกิจที่ 7)

เรืฝรั่งเศสในน่านน้ำประเทศจีน

  • เรืออามิราล ชาร์เนร์ (Amiral Charner) เรือสลุป ระวางขับน้ำ 2,165 ตัน
  • เรือดูมองต์ ดูร์วิลล์ (Dumont d’Urville) เรือสลุปชั้นเดียวกันกับเรืออามิราล ชาร์เนร์ ระวางขับน้ำ 2,165 ตัน
  • เรือมาร์น (Marne) เรือช่วยรบ (ฝรั่งเศสจัดเป็นเรือสลุป) ระวางขับน้ำ 644 ตัน
  • เรือตาอูร์ (Tahure) เรือช่วยรบ (ฝรั่งเศสจัดเป็นเรือสลุป) ระวางขับน้ำ 600 ตัน
  • เรือสินค้าขนาดใหญ่ติดอาวุธ 1 ลำ
  • เรือดำน้ำ 1 ลำ

              จากผลงานในการยึดดินแดนมาจากไทย ได้ดำรงตำแหน่ง Commissioner-general ของดินแดนใหม่ ทางฝรั่งเศสได้สร้างอนุสาวรีย์ของนายปาวี กำลังได้รับการกราบไหว้จากชาย-หญิงลาว ตั้งอยู่ในกรุงเวียงจันทน์ ซึ่งหลังจากประเทศลาวได้รับเอกราช อนุสาวรีย์ของนายปาวี ได้ถูกแยกชิ้นส่วนนำไปทิ้งแม่น้ำโขง ต่อมาสถานทูตฝรั่งเศส ประจำกรุงเวียงจันทน์ได้กู้นำไปเก็บรักษาไว้ที่สถานทูต ส่วนรูปหล่อชาย-หญิงลาว นำไปเก็บรักษาที่สนามหน้าหอพระแก้ว กรุงเวียงจันทน์
               ขณะนั้นลาวต้องเผชิญกับมรสุมความขัดแย้ง และความพยายามของฝรั่งเศษ    ที่จะขจัดอำนาจไทยออกไปให้พ้นจากดินแดนลาว   ฝรั่งได้นำเรือรบเข้ามาในอ่าวไทย ในรัชกาลที่ 5 เมื่อ ค.ศ. 1893  ซึ่งผลักดันให้ไทยต้องยอมทำสัญญา   3  ตุลาคม  ค.ศ.  1893 คือ สละสิทธิเหนือดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง  และในเวลาอีก 12 ปีต่อมา  ไทยจำต้องยอมทำสัญญายกดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงด้านเหนือเมืองหลวงพระบาง และจำปาศักดิ์ให้แก่ฝรั่งเศษ

สยามย��มสั่นคล��น��ำนาจ��ธิปไตยให้กับการแทรกแซงข��งฝรั่งเศสในสมัย ร.๕วิกฤตการณ์ รศ.112((กองทัพเรือฝรั่งเศส ในวิกฤตการณ์ รศ.๑๑๒(พ.ศ.๒๔๓๖))
     เหตุการณ์

การเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส

รวมแล้วในคราวนี้ ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ 66,555 ตารางกิโลเมตร

ยังมีภาคผนวกต่อท้ายมาด้วยคือ
       1. ไทยต้องถอนกำลังออกไปจากพื้นที่ภายใน 1 เดือน
       2. ไทยต้องรื้อค่ายทั้งหมดออกไปให้หมดด้วย

         จากสนธิสัญญาฉบับนี้ ทำให้สยามต้องเสียสิทธิในการปกครองลาวนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รวมทั้งบรรดาเกาะแก่งทั้งหลายในแม่น้ำโขง แม้จะห่างจากฝั่งไทยเพียง 1 เมตร ก็ให้ถือว่าเป็นดินแดนของลาวจนถึงปัจจุบัน 
          นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังได้เรียกร้องเงินค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนหนึ่ง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงใช้เงินที่เรียกว่า เงินถุงแดง ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 ที่เก็บสะสมจากกำไรในการทำการค้ากับต่างประเทศไว้ในท้องพระคลังหลวง รวมกับเงินที่เรี่ยไรจากข้าราชบริพาร รวมเป็นเงินจำนวน 3 ล้านบาท ออกมาชดใช้ค่าเสียหายตามที่ฝรั่งเศสเรียกร้อง

 ((112 ปี วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 : ย้อนอดีตมองดูปัจจุบัน ศึกษาเพิ่มเติมที่http://www.oknation.net/blog/print.php?id=140457 ปริศนาธงช้างชูงวง… http://www.talkingmachine.org/siamflag/trunk_up.html))

 

การเสียดินแดนให้อังกฤษ

 ((ศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทหารสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2394-2468)ได้ที่
http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/military/military1/index09.htm)) 

           ใน  ค.ศ.  1914     ฝรั่งได้ทำการปรังปรุงการปกครองสหภาพอินโดจีน โดยมี   ผู้สำเร็จราชการทั่วไป
(  Resident  superieur)  เป็นประมุข ทำการปกครองโดยมีอำนาจเด็ดขาด มี  สภาการปกครอง ซึ่งมีคนพื้นเมืองรวม
อยู่ด้วยเป็นที่ปึกษา แล้วแยกส่วนราชการออกไปเป็นแต่ละรัฐอารักขา โดยมีผู้สำเร็จราชการเป็นประมุข มีอำนาจ
หน้าที่เช่นเดียวกับผู้สำเร็จราชการทั่วไป.
            ประวัติศาสตร์ลาวสมัยปัจจุบัน   ( ค. ศ.  1949 – 1975 )
                  ปลายคริสต์ศักราชที่   ๑๙  จนถึงคริสต์ศักราชที่   ๒๐  ดูเหมือนลาวจะยอมรับสภาพการปกครองของฝรั่งเศษโดยไม่มีเงื่อนไข ว่าภายในกลุ่มปัญญาชนลาวที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตกซึ่งมีปรัซญาเกี่ยวกับ   เสรืภาพ  และเสมอภาพ ได้เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านฝรั่งเศษและเรียกร้องเอกราชของลาว   ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก  ดังเช่นการต่อสู้ระหว่างสัมพันธมิตรกับฝ่ายอักษะและความขัดแย้งระหว่างสิทธิเสริภาพ ประชาธิปไตยกับสังคมนิยม ได้ผลักดันให้ลาวซึ่งเป็นชาติอนุรักษ์นิยม กลายเป็น  ประเทศสังคมนิยม
                  ในระยะเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมนีได้โจมตีฝรั่งเศษอย่างหนัก   ทำให้ฝั่งเศษต้องยอมทุ่มเทกำลังเพื่อป้องกันประเทศ ต่อมาฝรั่งเศษไดทำสัญญากับผู้นำประเทศอินดูจีนในเดือนมินาคม    ค.ศ.   1945เพื่อช่วยป้องกันการโจมตีจากภายนอกประเทศ  แต่ฝรั่งเศษไม่อาจรักษาสัญญาไว้ได้ เมื่อเผชิญกับการบุกของกองทัพญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรกับเยอรมนี ในเดือนเมษายนปีเดียวกันนั้น ญี่ปุ่นสนับสนุนให้ลาวประกาศเอกราช    ซึ่งอาจไม่มีปัญหา ถ้าญี่ปุ่นไม่เป็นฝ่ายแพ้สงคราม  แต่เมื่อญีปุ่นกลายเป็นผู้แพ้   ฝรั่งเศษจึ่งดำเนินการเจรจาเพื่อเข้ามาปกครองลาว  แต่ เจ้าเพ็ชราชอุปราช ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีความเห็นว่า  ลาวเป็นประเทศเอกราชแล้ว  ดังนั้นสัญญาย่อมเป็นรัฐอารักขาต่อฝรั่งเศษจึงสิ้นสุดลง   เมื่อเป็นดังนี้   ฝรั่งเศษจึ่งบีบบังคับ    ให้เจ้าศรีสว่างวงศ์  ยอมรับฝรั่งเศษให้กลับเข้าปกครองลาวอีก     ดังประกาศ  ในวันที่  10  ตุลาคม  ค.ศ 1945      พร้อมกับปรดเจ้าเพชราชอุปราชออกทุกตำแหน่ง     ความพยายามของฝรั่งเศษนี้มีผลต่อลาวอย่างลึกซึ้ง  เพราะได้เกิดกระบวนการชาตินิยมเพื่อต่อต้านฝรั่งเศษ แล้วกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองภายในของลาว จนกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมาจนถึงปลาย   คริสตศักราชที่  ๒๐
               ขบวนการลาวอิสระ
                   ขบวนการลาวอิสระได้กำเนิดขึ้นในปีเดียวกับเจ้าศรีสว่างวงศ์ที่ยอมรับอำนาจของฝรั่งเศษ  เมื่อปี   ค.ศ. 1945  โดยมีจุดประสงค์สำคัญคือ  ต่อต้านฝรั่งเศษ และต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติลาว ในขั้นแรก ลาวอิสระได้ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยพระมหากษัตรีย์จะต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ   ขั้นแรกเจ้าศรีสว่างวงศ์ไม่ยอมลงพระปรมาภิไชย จึงถูกกลุ่มลาวอิสระโจมตีและปรดออกจากกษัตรีย์  ภายหลังตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งมีพระยาคำม้าว เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม  ค.ศ. 1945 จึ่งได้อัญเชิญพระองค์ขึ้นเป็นกษัตรีย์ภายใต้รัฐธรรมนูญอีกครั้ง    ขบวนการลาวอิสระถูกโจมตีจากกองทัพของฝรั่งเศษอย่างหนัก  จึงต้องแตกพ่าย  ส่วนหนึ่งไปลี้ภัยการเมืองมาพำนักอยู่ในประเทศไทย แล้วแปรสภาพเป็นกองโจรทำการต่อต้านกับฝรั่งเศษ     ทางฝ่ายฝรั่งเศษก็ได้ประกาศให้ลาวมีฐานะเป็นประเทศภายใต้การปกครองในสหภาพฝรั่งเศษ ในปี  ค.ศ. 1947 แล้วจัดให้มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรและทำการเลือกตั้งทั่วไป  โดยมี เจ้าบุญอู้ม ณ จำปาศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี         ฝ่ายขบวนการลาวอิสระได้หันไปขอ  ความร่วมมือกับ
รัฐบาลจีนสมัย เจียง ไค เซ็ก โดยส่งสมาชิก ลาวอิสระไปฝึกการทหารที่มลทลยูหนาน        และได้ทำการยืดครองดินแดนทางภาคเหนือของลาวไว้           รัฐบาลฝรั่งเศษในครั้งนั้นต้องต่อสู้กับขบวนการ   ชาตินิยมในเวียดนาม ด้วยซึ่งผ่อนปรนโดยเจรจาว่าจะดำเนินการเพื่อให้เอกราชแก่ลาว   เกลี้ยกล่อมให้สมาชิกลาวอิสระกลับไป่รวมมือกับฝรั่งเศษในครั้งนั้นเจ้าสุวรรณภูมา ผู้ที่มีสายาเป็นชาวฝรั่งเศษได้ยอมรับข้อเสนอนี้   จึงได้กลับไปยังลาวพร้อมกับ  สมาชิกลาวอิสระจำนวนหนึ่ง   แต่เจ้าเพ็ชราชที่ประทับอยู่กรุงเทำฯไม่พอใจที่เจ้า    สุวรรณภูมมาดำเนินการเจรจา  กับฝรั่งเศษ ทั้งยังหวาดระแวงเจ้าสุพานุวงศ์  จึ่งหันไปขอกำลังจาก เวียดนาม   เมื่อฝรั่งเศษประกาศให้ประเทศลาวเป็นเอกราช เมื่อ ค.ศ. 1950  ฐานะของประเทศลาวยังคงรวมอยู่ใน  สหภาพฝรั่งเศษ  เหมือนเดิม  ส่วนขบวนการลาวอิสระก็ไดสลายไป
           ขบวนการประเทศลาว
                ขบวนการประเทศลาวได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1949โดยเจ้าสุภานุวงศ์   ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะใช้กำลังเพื่อผลักดันให้ฝรั่งเศษมอบเอกราชให้กับลาว      กล่าวคือ  เมื่อสมาชิกลาวอิสระกลุ่มหนึ่งยินยอมเจรจา   กับฝรั่งเศษทำให้พระองค์ไม่พอใจจึงเดินทางกลับไปรวบรวมผู้คนที่ชายแดนสิบสองจุไทย  โดยได้รับการสนับสนุนจากฉายาซึ่งเป็นคนเวียดนามและพรรค คอมมิวนิสค์เวียดมินต์ รวมทั้งชนเผ่าต่าง ๆ ในลาวเหนือ    เจ้าสุภานุวงศ์ได้          ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสค์เวียดมินต์  ซึ่งขณะนั้นได้รับการสนับสนุนจากคอมมิวนิสค์จีน และรุสเชียทำการต่อสู้กับฝรั่งเศษ     ครั้งนั้นขบวนการประเทศลาวได้ยืดพื้นที่ในบริเวณแขวงเชียงขวาง  ซำเหนือ  ผ้งสาลี  ตลอดจนถึงสุวรรณเขต      และบางเมืองในแขวงหลวงพระบางและ  เวียงจันทน์    การต่อสู้ระหว่างทหารลาวกับลาวด้วยกันจึงได้เริ่มต้นขึ้น  เช่นเดียวกับฝรั่งเศษที่ต้องสู้รบกับทหารใน อินดูจีน    จนในที่สุดฝรั่งเศษเป็นฝ่ายยอมแพ้ในยุทธการ ” เดียน เบียน ฟู ” ยอมทำสัญญาเจนีวาครั้งแรก  เมื่อ  ค.ศ.  1954    กับ   อินดูจีนเพื่อยุติสงคราม ฝ่ายชนะครั้งนี้ทำให้ขบวนการประเทศลาวเริ่มมีบทบาท     ทางการเมืองโดยได้จัดตั้ง     “คณะกรรมการปลดปล่อยลาว ”  ในปี  ค.ศ.  1955     ต่อมาเป็น ” พรรคแนวลาวรักชาติ ”         ซึ่งมีเจ้าสุภานุวงศ์เป็นประธาน  ท้าวไกรสอน  พรมวิหาร  เป็นเลขาธิการพรรค
                ในปี ค.ศ. 1957  รัฐบาลกับพรรคแนวลาวรักชาติได้เจรจาตกลงกัน โดยให้รัฐบาลลาวมีนโยบายเป็นกลาง เป็นไมตรีกับนานาประเทศ ไม่ร่วมทำสัญญาทางทหาร และไม่ยอมให้มีฐานทัพต่างประเทศ   นอกจากนี้ยังรวมกองทัพของขบวนการประเทศลาวเข้ากับกองทัพแห่งชาติ  โดยรัฐบาลได้ยอมรับว่าพรรคแนวลาวรักชาติเป็นพรรคที่ถูกต้องตามกฏหมาย ให้เจ้าเพชราชกลับมาดำรงตำแหน่งอุปราช และเจ้าสุภานุวงศ์ก็ได้เข้าร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลผสมในปี  ค.ศ.  1957
                อย่างไรก็ตาม การรวมกันแบรัฐบาลผสมได้ก่อให้เกิดปัญหาขัดแย้งหลายปัญหาในที่สุดเจ้าสุภานุวงศ์ลาออกจากคณะรัฐบาล  แล้วรัฐบาลของ ท้าว ผุย ชนะนิกร ซึ่งเป็นฝ่ายขวาก็ประกาศจับกุมเจ้าสุภานุวงศ์ รวม
           บุคคลชั้นนำในขบวนการประเทศลาว ในปี ค.ศ. 1959
                ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ระหว่างลาวฝ่ายขวากับลาวฝ่ายช้ายอย่างรุนแรง  รวมทั้งแนวทางการเมืองแบ่งออกเป็นพรรคเล็กพรรคน้อย ที่มีนโยบายต่างกัน  นักการเมืองนอกจากจะขัดแย้งกันเองแล้ว ยังขัดแย้งกับทหารอีกด้วย    ใน ค.ศ. 1960  ทหารโดยการนำของ ร.อ. กองแล  ได้ทำการรัฐประหารหลายครั้ง โดยอ้างว่า รัฐบาลพลเรือนขาดเสถียรภาพ การรัฐประหารครั้งนี้มีผลให้การเมืองภายในของลาวยุ้งเหยีองยิ่งขึ้น  ลาวได้ถูกฝ่ายต่างชาติแทรกแซงขณะเดียวกันรัฐบาลฝ่ายขวา   ก็ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา  ที่ต้องการหยับยั้งการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในอินดูจิน  จึงสนับสนุน  เจ้า  บุญอุ้ม  ณ  จำปาศักดิ์  และพรรคพวก   เช่นเดียวกับประเทศสังคมนิยมที่มีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ  ได้สนับสนุนเจ้าสุวรรณภูมาฝ่ายเป็นกลาง และเจ้าสุภานุวงศ์ หัวหน้าขบวนการประเทศลาว ซึ่งได้หนีออกจากคุกได้สำเร็จ
                 เมื่อปี  ค.ศ. 1961  สหประชาชาติมีมติรับรองหลักการประกันความเป็นกลางของลาว     เมื่อปี  ค.ศ. 1962  สหรัฐอเมริกาได้ขอตั้งฐานทัพในเมืองไทย  ซึ่งได้ส่งผลกระทบให้การสู้รบในอินโดจีน ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นขบวนการประเทศลาวได้เรียกร้องให้ถอนทหารต่างซาติออกจากลาว รวมทั้งยุติการทิ้งระเบิดที่ทุ่งไหหิน และขณะเดียวกันกองทัพประชาชนลาวก็ไดขยายพื้นที่ปลดปล่อย เช่น ที่สุวรรณเขต ทุ่งไหหิน สาละวัน  อัตปือ       พร้อมกับจัดตั้งเขตปกครองตนเองขึ้น    ในปี  ค.ศ. 1972 กองประชุมได้เปลี่ยนซื่อพรรค   “แนวลาวรักชาติ  ”  เป็น  ”  พรรคประชาชนปฏิวัติลาว  ”  ซึ่ง นาย ไกรสอน พรมวิหาร ได้รับเลือกเป็เลขาธิการพรรค จากผลกระทบที่สหรัฐอเมริกาต้องทำสัญญาสงบศึกกับเวียดนามที่ปารีส  อันมีผลให้การสู้รบกับกองทัพต่างซาติในลาวค่อย ๆ ยุติลง   พร้อมกับมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นใน    ปี   .ศ.  1974  โดยมีเจ้าสุวรรณภูมา เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างไรก็ตามการขัดแย้งทางด้านการทหาร และการเมืองยังคงดำเนินมาตลอด     ในที่สุดเมื่อมีกองประชุมรัฐสภา ในวันที่   2   ธันวาคม  ค . ศ.  1975   สมาชิกสภาผู้แทนราชฎรก็ได้ลงมติให้ยกเลิกรัฐบาลผสม  ล้มเลิกสถาบันกษัตรีย์แล้วเปลี่ยนการปกครอง     โดยประกาศสถาปนาเป็น “สาธารณรัฐประชาชนลาว ” โดยมีเจ้าสุภานุวงศ์เป็นประธานประเทศ  นาย ไกรสอน พรมวิหาร เป็นประธานคณะรัฐมนตรี หลังจากนั้น ขบวนการประเทศลาวก็สลายตัว.
                 วันที่ 2 ธันวาคม  ค.ศ. 1975  เป็นวันที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์ของชาติลาว เป็นวันที่ประชาชนลาวทำให้แอกครอบครองของจักกระพัด และสัคดินาสิ้นสุดลง    เอาชัยชนะในภาระกิจการต่อสู้ปลดปล่อยชาติ    ได้อย่างสมบูรณ์     ผ่านการปฏิบัติสองหน้าที่ยุธศาส คือ การปกปักรักษา และก่อสร้างระบอบการปกครองใหม่     บรรดากำลังประกอบอาวุธ และประชาชนลาว ได้พร้อมกันปฏิบัติแนวทางป้องกันชาติ ป้องกันความสงบแบบทั่วปวงชนเพื่อสร้างรากฐานให้เข้มแข็งรอบด้าน  ต่อสู้ต้านกลอุบายม้างเพหลายด้านของบรรดาอิทธิกำลังปรปัก          ปกปักรักษาเอกราช  อธิปไตย และผืนแผ่นดินอันครบถ้วนของชาติไว้ได้  อย่างมั่นคง  รับประกันความสงบ ความปลอดภัยความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม และการออกแรงงานในสันติภาพของประชาชน
                 ในกระบวนวิวัฒน์แห่งการเปลี่ยนแปลงใหม่  พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ได้เอาใจใส่ในการปรับปรุงบูรณะรัฐ และกฏหมาย โดยให้สอดคล้องกับ สภาวะความเป็นจริงทางด้านเศรษฐกิจ-สังคมของประเทศ.

ประวัติศาสตร์ลาวโดยทั่วไป
เรียบเรียงโดย ทองสุข  พงค์สกุล

((สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่http://members.fortunecity.com/hanaga/history.htm))

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: